แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ติดตั้งจีพีเอส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ติดตั้งจีพีเอส แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2564

TPMS เครื่องวัดลมยางอัจฉริยะ

 



 TPMS เครื่องวัดลมยางอัจฉริยะ

 

      หมดสมัยกับการเดินเช็คลมยางแบบเดิมๆ ด้วยฟอร์ท TPMS ที่วัดลมยางออนไลน์ เป็นระบบตรวจสอบความดันลมยางและอุณหภูมิแบบเรียลไทม์ เพื่อป้องกันความปลอดภัยในกรณียางระเบิด ลดการเสียชีวิตและทรัพย์สิน
    TPMS จะแสดงสถานะความผิดปกติของความดันลมยางและอุณหภูมิให้ทราบโดยทันทีในขณะใช้งาน เครื่องวัดลมยางออนไลน์ทำให้ยางมีความแข็งแรงยืดอายุการใช้งานได้ยาวนานเป็นอีกสิ่งที่ป้เราควรดูแลบำรุงรักษาระหว่างการใช้งาน  
    ที่ผ่านมาจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นผู้ขับขี่รถบรรทุกได้เกิดยางระเบิดใส่หน้าในขณะที่กำลังลงไปเดินเคาะเพื่อตรวจสอบลมยาง ทำให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที เมื่อท่านรู้แบบนี้แล้วอย่ามองข้ามความปลอดภัย จะดีกว่ามั้ยถ้าให้ฟอร์ทได้ดูแลท่าน


Website : http://www.forthtrack.co.th/

Line ID : https://page.line.me/forthtrack

Call Center : 061-417-0808

วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2560

3 วิธีป้องกันแอร์ เหม็นอับช่วงหน้าฝน


หน้าฝนแบบนี้ #ฟอร์ทแทร็คกิ้ง มีวิธีช่วยป้องกันกลิ่นอับจากระบบแอร์รถยนต์ ซึ่งทำเองได้ง่ายมากๆ มาฝากกันค่ะ



1. ตั้งระดับความเย็นให้เหมาะสม 
อุณหภูมิที่เย็นลงกว่าช่วงหน้าร้อน ช่วยให้ระบบแอร์ทำความเย็นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากรู้สึกว่าแอร์มีความเย็นมากเกินไป ก็ควรใช้วิธีเพิ่มอุณหภูมิแอร์ให้สูงขึ้น แทนการลดความแรงของพัดลมแอร์เพียงอย่างเดียว และไม่ควรปิดหน้ากากแอร์มากกว่า 2 ตัว เพื่อให้ความเย็นถูกระบายออกมา ป้องกันไม่ให้เกิดความชื้นสะสมภายในตู้แอร์

2. ปิดสวิตช์ A/C ก่อนดับเครื่องยนต์ประมาณ 1-2 นาที 
การปิดสวิตช์ A/C ก่อนเข้าบ้านประมาณ 1-2 นาที จะช่วยระบายความเย็นออกมาจากตู้แอร์ ช่วยลดความชื้นสะสมภายในซึ่งเป็นต้นเหตุของเชื้อแบคทีเรียและกลิ่นอับได้

3. วิธีแก้หากแอร์มีกลิ่นอับ 
หากสังเกตได้ว่าแอร์เริ่มมีกลิ่นอับ ควรแก้ไขด้วยวิธีเปิดพัดลมแอร์ให้แรงที่สุด โดยปิดสวิตช์ A/C ไม่ให้คอมเพรสเซอร์ทำงาน ทำจนกว่ากลิ่นอับจะจางลง

แต่หากกลิ่นอับยังไม่จางหายไป ให้ใช้วิธีนำรถไปจอดไว้กลางแดด ยิ่งแดดจ้าเท่าไหร่ยิ่งดี เปิดประตูและหน้าต่างทิ้งไว้ โดยเฉพาะประตูฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า ซึ่งรถส่วนใหญ่มักติดตั้งตู้แอร์ไว้บริเวณนั้น ควรทิ้งรถไว้อย่างนั้นประมาณ 2-4 ชั่วโมง หรือจนกว่าแดดจะหมด วิธีนี้จะช่วยลดความชื้นลง ทำให้กลิ่นอับจางหายไปได้เป็นอย่างดี 


วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559

ไม่ล้างรถหน้าฝน ระวัง...สีรถพังไม่รู้ตัว!

ไม่ล้างรถหน้าฝน ระวัง...สีรถพังไม่รู้ตัว!


ไม่ล้างรถหน้าฝน ระวัง...สีรถพังไม่รู้ตัว!

นับเป็นความเชื่อผิดๆ สำหรับผู้ขับขี่ ที่คิดว่าหน้าฝนล้างรถไปก็เท่านั้น เสียดายตังค์ เสียเวลา เพราะเดี๋ยวฝนตกก็เลอะเทอะ เปรอะเปื้อนอีกอยู่ดี เลยตัดสินใจขับกันไปแบบไม่ล้าง ปล่อยให้รถเลอะเขรอะเป็นคราบ ประหนึ่งประดับด้วยศิลปะขี้โคลนยังไงยังงั้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่านั่นเป็นความคิดที่ผิด ซึ่งมันจะส่งผลกระทบทำร้ายความเงางามของสีรถคุณได้อย่างร้ายกาจเลยทีเดียว


คิดง่ายๆ เวลาเราออกกำลังกายจนเหงื่อท่วมตัว เรายังต้องชำระล้าง อาบน้ำให้ร่างกายสะอาดหมดจด รถก็ไม่ต่างกัน เมื่อเราขับมันไปลุยน้ำ ลุยฝน จนเลอะเทอะเปรอะเปื้อนมาทั้งคัน และน้ำฝนในกรุงเทพฯ ก็อย่างที่รู้ๆ โรงงานเยอะ มลพิษแยะ น้ำฝนก็ย่อมมีฤทธิ์เป็นกรด กัดกร่อนสีรถของเราให้หม่นหมอง ไม่เงางาม ดังนั้นสิ่งที่เราควรกระทำก็คือการล้างทำความสะอาดรถให้เงางามเอี่ยมอ่องนั่นเองครับผม
หลายคนอาจจะบ่นว่า "หน้าฝนแบบนี้มันไม่ต้องล้างกันทุกวี่ทุกวันเลยเหรอฟระครับ!?!" เราขอแนะนำว่าหากคุณไม่มีเวลาล้างแบบเต็มขั้น ก็แค่ใช้สายยางฉีดไล่คราบน้ำฝน คราบสกปรก และหาผ้าสะอาดๆ (สำหรับเช็ดรถ) เช็ดให้หมดจดก็ช่วยรักษาสภาพรถได้อย่างง่ายๆ อีกวิธีหนึ่งเช่นกัน แต่หากคุณอยากให้สีรถสวยเงางามอยู่เสมอ การดูแลแบบครบขั้นตอน จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
วิธีดูแลรักษาสีรถอย่างถูกวิธีในช่วงหน้าฝน

หมั่นล้างรถอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังลุยฝนมาสดๆ ร้อนๆ

เป็นการลดการเกิดคราบฝังแน่น แต่หากไม่มีเวลามากนัก แนะนำให้ใช้สายยางฉีดไล่ฝุ่น โคลน และคราบน้ำฝนออกไป และใช้ผ้าเช็ดให้แห้ง


เมื่อขับรถลุยฝนมาแล้ว พยายามอย่าจอดรถตากแดด
เพราะจะเป็นการทำร้ายสีรถซ้ำหนักเข้าไปอีก ด้วยแสดงแดดจะทำให้คราบน้ำฝนแห้ง เป็นคราบฝังตัวแน่น และอาจกัดลงลึกถึงเนื้อสีได้

ไม่ควรนำผ้าแห้งมาเช็ดรถในทันทีหลังลุยฝนมา



เพราะเป็นสาเหตุก่อให้เกิดรอยได้ ด้วยขณะที่เราขับรถลุยฝนนั้น จะมีฝุ่น ทราย โคลน เกาะที่ผิวรถ ดังนั้นควรฉีกล้างออกก่อนจะเป็นการดีที่สุด

ไม่ควรล้างรถเองในช่วงเย็นๆ ค่ำๆ
เพราะบางครั้งน้ำที่ตกค้างอยู่ตามซอกซึ่งเราอาจทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง อาจเป็นสาเหตุทำให้รถเป็นสนิมได้

ไม่ควรจอดรถใต้ร่มไม้ที่มียางเกสร ดอก หรือผล
เพราะในฤดูฝน มักมีลมกรรโชกแรง นอกจากต้นไม้จะหักหรือล้มมาโดนรถเราได้แล้ว สิ่งดังกล่าวอาจจะปลิวมาติดรถ และทำให้สีรถเสียหาย เกิดรอยด่างได้ หากเราไม่แก้ไขในทันที

แนะนำให้เคลือบสีรถหากมีเวลา

การเคลือบสีรถนอกจากจะนำให้รถเงางามแล้ว ยังช่วยป้องกันคราบน้ำฝน หากเคลือบสีบ่อยๆ น้ำจะไม่เกาะที่ตัวรถ จึงช่วยลดการเกิดคราบ และทำให้ล้างรถได้ง่ายขึ้น

ถึงตรงนี้คุณคงรู้กันแล้วว่าเหตุใดเราจึงควรต้องล้างทำความสะอาดรถกันบ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าฝนแบบนี้ ดังนั้นเรามาเปลี่ยนความคิด หันมาล้างรถกันเป็นประจำดีกว่า ขยันซักนิด ทนสักหน่อย อย่างน้อยก็คุ้มค่ากับความเงางามของสีรถนะครับผม

ขอขอบคุณข้อมูล http://auto.sanook.com/5633/

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ขับอย่างไรเมื่อน้ำท่วม


      ขณะนี้ประเทศไทยของเรากำลังประสบปัญหาน้ำท่วมในหลายจังหวัด สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือการขนย้ายข้าวของและการส่งสิ่งของไปบรรเทาความเดือนร้อน ใครที่ต้องขับรถขณะสถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องน่าปวดหัว แต่หากหลายท่านไม่รู้จะทำอย่างไร การเตรียมตัวรับมือกับสายฝนและน้ำท่วมนั้นเพียงแต่ผู้ขับขี่ เพิ่มความรอบคอบ และวินัยในการขับมากขึ้น รวมทั้งเทคนิคที่เรานำมาฝากกัน 



*การขับรถเมื่อฝนตกหรือถนนลื่น
       
       จำเป็นต้องระวังเป็นอย่างมากขณะฝนตกใหม่ๆ ถนนจะลื่นมาก เพราะน้ำฝนฝุ่นโคลน จะรวมกันกลายเป็นฟิล์มรองรับระหว่างยางกับพื้นถนนรถจะเกิดการลื่นเสียหลัก เมื่อวิ่งผ่านหากขับรถฝ่าสายฝนต้องลดความเร็วลงให้มากกว่าปกติ ควรใช้เกียร์ต่ำกว่าปกติ1 เกียร์จะทำให้รถเกาะจับถนนไดดีขึ้นขณะขับรถให้เปิดไฟหรี่หรือไฟใหม่ตามแต่ สถานการณ์ การเปิดไฟจะช่วยให้รถคันอื่นมองเห็นเราควรหลีกเลี่ยงการเบรกอย่างรุนแรงและ กะทันหักจะทำให้รถลื่นไถลหรือหมุนกลางถนนได้ถ้ารถเริ่มเสียหลักให้ผู้ขับขี่ ถอนคันเร่งจะทำให้รถเกาะขับถนนได้ดีรถวิ่งผ่านแอ่งน้ำ ให้ยกเท้าออกจากคันเร่งโดยทันที อย่าเบรกอย่าหักพวงมาลัย จับพวงมาลัยให้แน่นเมื่อรถลดความเร็วลงหรือผ่านแอ่งน้ำไปแล้ว รถก็จะเริ่มจับเกาะถนนได้และก็สามารถควบคุมได้
       
       *การขับระดับน้ำท่วมผิวถนน** 
       
       คือระดับความลึกของน้ำประมาณไม่เกิน 6 นิ้ว ไม่มีผลต่อรถของเราส่วนที่จมน้ำจึงมีเพียงลูกหมากและบูชยางของระบบรองรับและ ระบบบังคับเลี้ยวเท่านั้นชิ้นส่วนเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้แช่น้ำชั่วคราวได้ โดยไม่เกิดความเสียหายสิ่งสำคัญที่สุด คือ การรักษาระดับความเร็วของรถโดยขับให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้น้ำที่ถูกล้อรถ รีดด้วยความเร็วจะทะลักพุ่งออกมาทางด้านข้างอย่างแรงฉีดไปที่ห้องเครื่อง ยนต์ อาจทำให้กระแสไฟจุดระดับลัดวงจร และเครื่องดับหรือไม่ก็ฉีดไปบนห้องเกียร์และเล็ดลอดเข้าไปภายในทำให้น้ำมัน เกียร์เสื่อมสภาพได้ 


*การขับระดับที่ผิวน้ำสูงถึงท้องรถ
       
       ระดับนี้อาจจะมีน้ำสูงถึงท้องรถเป็นครั้งคราวขณะขับรถจะได้ยินเสียงน้ำกระทบท้องรถค่อนข้างดังควรขับให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลีกเลี่ยงการตกหลุมที่มองไม่เห็นโดยสังเกตจากรถคันหน้าและพยายามจำแนวไว้ ความลึกระดับนี้จานเบรกจะจมอยู่ในน้ำตลอดเวลา รถที่ใช้ดรัมเบรกประสิทธิภาพการทำงานจะลดลงอย่างมาก หากพ้นช่วงน้ำท่วมจะต้องทดสอบเบรกทันทีโดยการเบรกและเร่งความเร็วสลับกันไป เพื่อให้ผ้าเบรกรีดน้ำจากจานเบรกและเพื่อให้จากเบรก หรือดุมเบรกร้อนจนน้ำระเหยเป็นไอหมด
       
*การขับระดับน้ำท่วมเลยท้องรถ
       
       ไม่ว่าจะขับช้าเพียงใดน้ำก็อาจจะทะลักท่วมห้องเกียร์และเฟืองท้าย (รถขับเคลื่อนล้อหลัง)ผสมกับน้ำมันเกียร์ และน้ำมันเฟืองท้าย ทำให้เสื่อมสภาพฟันเฟืองต่างๆภายในจะสึกหรออย่างรวดเร็วเนื่องจากน้ำใต้ท้อง รถจะแทรกซึมเข้ามาทางจุกยางหลายจุดจากพื้นรถพรมและฉนวนกันเสียงจะชุ่ม หากเจ้าของรถไม่รีบรื้อเก้าอี้และถอดออกมาผึ่งแดดรถบางรุ่นจะมีศูนย์ควบคุม ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E C U)อยู่ใต้เก้าอี้ซึ่งชิ้นส่วนนี้มีราคาสูงมาก หากความชื้นเล็ดลอยเข้าไปจะชำรุดภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ส่วนด้านหน้ารถก็เกิดความเสียหายไม่น้อยเช่น ใบพัดของพัดลมระบายความร้อนหม้อน้ำ ซึ่งอยู่ด้านหลังของหม้อน้ำจะดูดน้ำจากด้านหน้าใบพัดซึ่งทำจากพลาสติก จึงงอไปทางด้านหน้าครูดกับรังผึ้งหม้อน้ำจนหัก  น้ำซึ่งถูกกันชนหน้ารถดันจน สูงอาจทะลักเข้าทางขั้วของโคมไฟหน้ากลายเป็นไอน้ำสะสมอยู่ภายในและจะทำลาย ผนังโคมที่ฉาบปรอทไว้ซึ่งจะทำให้หลุดล่อนในเวลาไม่นาน 


       *ระดับน้ำท่วมจนถึงไฟหน้า

       ถือว่าระดับน้ำที่อันตรายที่สุดหากขับหรือจอดอยู่นานน้ำ ท่วมภายในห้องโดยสารจนถึงเบาะนั่งห้องเกียร์และเฟืองท้ายจะถูกท่วมมิดหากเครื่องยนต์ไม่ดับไปเสียก่อนเนื่องจากระบบจุดระเบิดขัดข้องและผู้ขับยัง ฝืนขับด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ (โดยเฉพาะรถเครื่องยนต์ดีเซลจึงไม่ต้องอาศัยกระแสไฟจุดระเบิด)น้ำจะทะลักเข้า ทางท่อดูดอากาศ ผ่านไส้กรองอากาศ ท่อไอดีและเข้าไปในกระบอกสูบลูกสูบที่กำลังเคลื่อนที่ขึ้นอย่างรวดเร็วจะ กระแทกกับปริมาตรน้ำอย่างรุนแรง(ไฮดรอลิกลอค) จนลูกสูบและก้านสูบชำรุดทันที
       
       สรุปว่าระดับน้ำที่เรายังใช้งานได้โดยไม่เกิดความเสียหาย คือ ระดับน้ำท่วมผิวถนนและระดับที่ผิวน้ำสูงถึงท้องรถเป็นครั้งคราวเท่านั้น  วิธีปฏิบัติตนที่ถูกต้องเมื่อต้องเผชิญกับถนนที่มีน้ำท่วมลึกจำเป็นต้องหลีก เลี่ยง โดยกลับรถเพื่อเปลี่ยนเส้นทางหรือหาที่จอดรถซึ่งน้ำท่วมไม่ถึงไว้ก่อนแทนเป็นการประหยัดค่าซ่อมรถได้มากทีเดียว
       
       หากมีปัญหาความนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟือง ท้ายหลังจากลุยน้ำลึกมาทุกครั้งและให้เจ้าหน้าที่บริการถอดเก้าอี้และตรวจด้านล่างของพรมปูพื้นว่ามีน้ำรั่วเข้าถึงหรือไม่  รถที่ลุยน้ำลึกมาแล้วหากถึงที่หมายหรือรถพ้นน้ำห้ามดึงเบรกมือทิ้งไว้เด็ดขาดเพราะเมื่อน้ำแห้ง ผ้าเบรกจะยึดกับจานเบรกจะทำให้เกิดสนิมจนไม่สามารถเคลื่อนรถออกไปได้

       
       ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก : บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์(ประเทศไทย) จำกัด 


#Forthtrackingsystem





วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

สาเหตุของการลื่นไถลเมื่อฝนตกและวิธีการขับรถขณะฝนตก

รูป



รูป 


     การขับรถในขณะฝนตก ให้เกิดความปลอดภัย ก่อนอื่นต้องขออธิบายถึงสาเหตุของการลื่นไถลของรถขณะฝนตก ซึ่งทำให้บังคับรถยาก ก็เนื่องมาจากมีน้ำไปคั่นอยู่ระหว่างยางกับผิวถนน รถจึงวิ่งลอยไปบนผิวน้ำแทนที่จะวิ่งบนผิวถนนตั้งแต่ฝนเริ่มตกจนฝนหยุดนั้น ความต้านทานของการลื่นไถลของถนนจะแตกต่างกันตามรูปกราฟดังนี้ ปกติแล้ว เมื่อฝนเริ่มตกจนถึงประมาณ 10 นาทีแค่าความต้านทานต่อการลื่นไถลจะลดลงต่ำ ถนนจะลื่นมาก เนื่องจากน้ำฝนที่เริ่มตกลงมาได้ผสมกับฝุ่นผงหรือเศษดินบนถนน ทำให้ผิวถนนเป็นเสมือนโคลน รถจะลื่นไปมา ดังนั้น ขณะฝนเริ่มตกจึงต้องระมัดระวังในการขับรถเป็นพิเศษหลังจากฝนตกไปประมาณ 10 นาที สภาพถนนจะดีขึ้น พวกฝุ่นผงหรือเศษดินจะถูกล้างออกไปด้วยน้ำฝนค่าความต้านทานต่อการลื่นไถลจะสูงขึ้น จะเหลือแต่การลื่นไถลจากน้ำฝนบนผิวถนนเท่านั้น หลังจากนั้นเมื่อฝนหยุดตก และผิวถนนค่อยๆ แห้ง การจับถนนของยางจะดีขึ้นเรื่อยๆ ค่าความต้านทานต่อการลื่นไถลของถนนจะกลับสู่สภาพเดิม และจะมีค่าสูงกว่าเดิมเล็กน้อยหลังจากผิวถนนเริ่มแห้งสนิทแล้ว เพราะผิวถนนไม่มีพวกฝุ่นหรือเศษดินเลย และหลังจากนั้นก็จะกลับเข้าสู่สภาพถนนแห้งเหมือนเดิมอันตรายที่เรานึกไม่ถึงก็คือ การลื่นไถลของรถบนผิวน้ำในขณะที่รถวิ่งไปบนถนนเปียกแฉะหรือฝนกำลังตก เราจะสังเกตว่ามีผิวน้ำคั่นอยู่ระหว่าง หน้ายางกับผิวถนน ความกดดันของน้ำระหว่างยางกับถนนจะทวีขึ้น เมื่อรถวิ่งด้วยความเร็วสูงขึ้นและเมื่อรถวิ่งถึงความเร็วจุดหนึ่งจะเกิดการเหินน้ำขึ้น ซึ่งเรียกว่า Hydro Planing ตามรูปที่แสดง  รูป  

    ยางรถยนต์จะวิ่งไปบนผิวน้ำแทนที่จะวิ่งบนถนน ดังนั้นยางจะไม่เกาะพื้นถนนเลย รถจะลอยตัวบนผิวน้ำ  พวงมาลัยกับระบบการห้ามล้อใช้การไม่ได้เลย การเหินน้ำนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีหลายสิ่งประกอบกัน คือ 
   1. ความเร็วของรถ (ถ้ารถยิ่งวิ่งเร็วรถก็จะแฉลบง่าย ) 
    2. ความดันของลมยาง (ถ้ายิ่งสูบลมอ่อน รถก็จะแฉลบง่าย ) 
    3. ความมากน้อยของน้ำบนผิวถนน (ถ้ามีน้ำมาก รถก็จะแฉลบง่าย ) 
    4. สภาพของผิวถนน (ถ้าถนนเรียบมัน รถก็จะแฉลบง่าย ) 
    5. ความเก่า -ใหม่ ของยาง (ถ้ายางยิ่งสึกมาก หรือไม่มีดอก รถก็จะแฉลบง่าย  

จึงขอแนะนำวิธีการขับรถในหน้าฝน หรือขณะฝนตก ดังนี้
    1. ไม่ควรใช้ความเร็วเกิน 60 กม./ชม. 
    2. ควรเพิ่มลมให้มากกว่าปกติประมาณ 3-5 ปอนด์ ซึ่งจะทำให้หน้ายางแข็งและมีกำลังในการตัดน้ำ 
    3. ตองตรวจสอบสภาพยางรถวาดอกยางมีสภาพสมบูรณหรือไม่ เพราะน้ำฝนฝุ่นโคลน จะรวมกันกลายเป็นฟลมรองรับระหวางยางกับถนนถามีโคลนติดลอจะยิ่งเพิ่มความลื่นมากขึ้นทําใหรถเสียการทรงตัวไดงายไม่ควรใช้ยางที่ไม่มีดอก หรือดอกยางสึกเกือบหมดดอกแล้ว 
    4. ควรเลือกใช้ยางดอกละเอียดและมีร่องยางที่รีดน้ำได้ดี 
   5. ควรเลือกใช้ยางเรเดียลเส้นลวด เพราะยางเรเดียลเส้นลวดมีประสิทธิภาพในการเกาะถนน และหยุดได้ดีกว่ายางแบบอื่นๆ 
   6.การขับรถขณะฝนตกควรใชเกียรและความเร็วต่ํา ซึ่งจะทําใหรถเกาะถนนถนนไดดี 
   7.หลีกเลี่ยงการเบรกอยางกะทันหันเพราะจะทําใหรถลื่นไถลได 
   8.ถาฝนตกใหเปดไฟหรี่หรือไฟหนาแลวแตกรณีเพื่อใหมองเห็นไดงาย 
   9.ถารถเริ่มเสียการทรงตัวหรือไมเกาะถนนอยาตกใจใหยกเทาออกจากคันเรง อยาเบรก อยาหักพวงมาลัย จับพวงมาลัยใหคงที่และมั่นคง 
   10.หากตองขับรถลุยน้ำ ถารูตัวลวงหนาใหหายางปูพื้นกันฝุนผูกกันไวที่กระจังหนาเพื่อกันน้ำไมใหไหลเขาหองเครื่องยนตซึ่งอาจทําใหเครื่องยนตดับไดทอไอเสียก็สําคัญถาจมอยูใตน้ําจะทําใหเครื่องยนตดับใหหาสายยางมาครอบปลายทอและยกขึ้นไวเหนือน้ำขอยกเวนในการขับรถลุยน้ำคือจําเปนตองเลี้ยงคลัตซไวและเรงเครื่องยนตใหรอบเครื่องยนตสูงกวาปกติเล็กนอยเพื่อปองกันไมใหเครื่องยนตดับเพราะบางครั้งรถยนตอยูในน้ำนานๆ เครื่องยนตอาจเย็นเกินไปหรือน้ำกระเซ็นเขาเครื่องยนตทําใหชื้นได
    11.การเหยียบคลัตซและเรงเครื่องยนตมากกวาปกติ จะทําใหเครื่องยนตไมดับแตการเลี้ยงคลัตซบอยๆ  
น้ำอาจเขาไปทําใหคลัตซลื่นได ควรเลี้ยงคลัตซเมื่อจําเปนเทานั้น  

     นอกจากการปฏิบัติตามข้อแนะนำในการขับรถขณะฝนตกนี้แล้ว ใคร่ขอให้ท่านตรวจสภาพรถทั่วๆ ไปให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี เช่น ระบบเบรค,ที่ปัดน้ำฝน,ไฟหน้ารถ รวมทั้งไฟเลี้ยว และไฟเบรค น้ำล้างกระจกเติมให้เต็มอยู่เสมอ เตรียมผ้าแห้งไว้เช็ดฝ้าภายในรถเพราะเมื่อฝนตกหนักๆ อาจจะมีละอองน้ำเป็นฝ้าจับที่กระจกภายในรถ ทำให้มองเห็นไม่ชัด ไม่ควรขับรถชิดคันหน้ามากเกินไป เพราะถนนลื่นทำให้รถหยุดลำบาก ถ้าฝนตกหนักๆ ควรจะเปิดไฟหน้ารถด้วยเพราะรถคันอื่นๆ จะได้มองเห็นรถของท่านได้ 
    การขับรถถ้าไม่ระมัดระวังจะมีอันตรายเสมอ ซึ่งสาเหตุอาจจะเกิดจากผู้ขับรถ,สภาพถนน,สมรรถนะของรถยนต์ และยางรถยนต์เมื่อฝนตกอันตรายจากสิ่งเหล่านี้ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ดังนั้น พึงระมัดระวังและตรวจตรารถของท่านให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดเมื่อขับรถเวลาฝนตก 

ขอขอบคุณข้อมูลสํานักงานนิรภัยทหารอากาศฯและบริษัท บริดจสโสน เซลส์(ประเทศไทย)จำกัด